แป๊น..แป๊นๆ ไปเที่ยวเกาะช้างกันเถอะ^_^

สวัสดีเืพื่อนๆทุกท่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านหรือหลงเข้ามานะครับ อิอิ สำหรับบทความความนี้เราก็จะพาท่านไปเที่ยวที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ซึ่งการเดินทางไปสำหรับผมแล้วถือว่าไม่ไกลใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยที่พักที่เราใช้บริการในครั้งนี้จะเป็นโฮมสเตย์ซึ่งมีชื่อว่า”ตั๊กแตนโฮมสเตย์” ซึ่งค่าเสียหายก็อยู่ที่คนละ 1,300 บาทต่อคน ที่พัก+อาหาร 4 มื้อ+ดำน้ำ โดยการเดินทางเราก็ออกจากบ้านกันเช้ามืดช่วงตี 3 ไปถึงที่ท่าเรือเฟอร์รี่ประมาณ 6โมงเช้ากว่าๆทันรอบที่ 2 พอดี

เอารถขึ้นเรือจ้า พร้อมเดินทาง ค่าเรือเฟอร์รี่ 480 บาทสำหรับรถ 1 คัน คน 4 คน ไม่รู้ว่าคิดค่าบริการอย่าง

ระหว่างรอเรือแล่นไปยังเกาะช้างก็ขอดวลปิงปองบน Ipad กันซะหน่อย ^_^

หลังจากข้ามฝากมายังเกาะช้างซึ่งใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 30 นาที ก็เลี้ยวซ้ายไปยังตั๊กแตนชลลดา เฮ้ย! ไม่ใช่ตั๊กแตนโฮมสเตย์ ขับรถเข้าไปหลายกิโลอยู่ครับกว่าจะถึง พอเราถึงที่พัก ทางโฮมสเตย์ก็จัดข้าวต้มให้เรารองท้องกันก่อน แต่ผมว่าไม่รองกันแล้วอารมณ์นี้ อิอิ

สมาชิกทุกท่านที่ไปกันก็หิวกำลังได้ที่เลย เพราะกลัวตกเรือเลยยังไม่ได้กินอะไร เจออย่างงี้ก็จัดหนักกันเลยซิครับ 555+

กินเสร็จก็มีพลัง ขอมาแอ๊บแบ๊วซะหน่อย 555+

นั่งรอเรือ พร้อมละจ้า

บริเวณที่พัก แถวนี้แมงกระพรุนเยอะครับ ว่ายไปมาเยอะจริงๆ

บริเวณท่าเทียบเรือของตั๊กแตนโฮมสเตย์

ท้องฟ้าในวันที่เรามาเหมือนฝนจะตก หมอกลงค่อนข้างเยอะ รูปที่ออกมาจะดูมืดๆหน่อยนะครับ

เรือประมงของทางโฮมสเตย์ สำหรับหาขอทะเลสดๆมาให้พวกเรากินกัน และประกอบอาชีพประมงกันเวลาที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว

หลังจากทานข้าวกันเสร็จ ทางเจ้าหน้าที่ก็พาเราไปยังที่พักเพื่อนำเอาสัมภาระต่างๆไปเก็บยังที่พัก แล้วเดินไปยังเรือซึ่งจอดอยู่ด้านหน้าเรือลำข้างบนที่ผมถ่ายมา

พอดีมาก่อนกลุ่มอื่นๆ เลยได้นั่งชั้นบน เพราะกลุ่มเรามาหลายคน แต่ขอบอกว่าข้างบนเมาเรือนะครับ ทริปนี้รูปน้อยอย่าแปลกใจเพราะผมก็เมาเรือเหมือนกัน -*-

แรกๆก็ขยันถ่ายรูป พอเรืออกไปซักพักเพื่อนผมคนนี้ก็นอนเมาเรืออยู่กับพื้นไม่สนอะไรทั้งสิ้น 555+

และแล้วก็ถึงเกาะแรกของเรา แต่จำชื่อไม่ได้ว่าเกาะอะไร จะเล่นน้ำอย่างเดียว แต่เกาะนี้ผมลงไปเดินเล่นแปปเดียวไม่ได้ลงเล่นน้ำ

ก็มีเรือของนั่งท่องเที่ยวต่างชาติมาลงที่เกาะนี้เช่นกัน

วิวด้านหน้าเกาะ

ที่เกาะนี้ทางเจ้าหน้าที่ประจำเรือ ไม่รู้จะเรียกอะไรดี ก็จะมาแนะนำวิธีการใช้งานสน๊อคเกิ้ลให้กับเราแต่คนของเราไม่สนใจ 555+(กำลังสอนกันอยู่ด้านหลัง)

ที่เกาะนี้ก็มีบ้านพักสำหรับนักท่องเที่ยวนะครับ สำหรับกลุ่มเราก็นั่งดูทะเลเฉยๆยังไม่อยากเล่นแบบว่าแรกๆก็งี้แหละกลัวเปียก

ชายหาดของเกาะ

กว้างๆอีกซักรูป

ในเมื่อไม่เล่นน้ำเราก็มาถ่ายรูปเล่นกันก่อน 555+

ฉายเดี่ยวคนเดียวไปเลย

นั่งได้ซักพักก็ได้เวลาไปเกาะรังใหญ่ รังเล็กกันครับ เพราะที่นั้นเราจะดำน้ำดูประการังกัน ซึ่งผมอยากให้ถึงไวๆ ^0^

สำหรับอาหารกลางวัน ก็มีอาหารให้เราคนละ 1 กล่อง ซึ่งก็กินกันระหว่างไปเกาะรังใหญ่ รังเล็ก เพราะกว่าจะถึงนานเหลือเกิน บวกกับคลื่นที่สูงทำให้เราเมาเรือในที่สุด 555+

สภาพก็นอนกันบ้างนั่งดูวิว สูดหายใจลึกๆกันบ้างเพราะอยู่ชั้นบนเรือจะโคลงมากกว่า หวาดเสียวมากกว่า แต่สนุกดีครับ

หมู่เกาะระหว่างทาง พอผมเริ่มเห็นเกาะก็มีความหวังที่จะได้ดำน้ำซะที เพราะผมว่านั่งเรือมาไม่ต่ำกว่าชั่วโมง พอเห็นเกาะก็เลยดีใจนิดหน่อย อิอิ

และแล้วก็ถึงจุดที่เราจะดำน้ำกันแล้วครับ

เย้ๆ ได้เล่นน้ำซักทีหลังจากเมาเรือมาพักใหญ่ 55+

เตรียมตัวเชือดเพื่อนครับ เพราะว่ายน้ำไม่เป็นเลยโดนแกล้งซะหน่อย 555+

หลังจากดำน้ำกันจนพอใจก็มาถ่ายรูปเล่นกันบนเรือ ลืมบอกไปว่าที่เรือจะมีห้องน้ำให้นะครับ และมีน้ำจืดไว้ให้อาบด้วยไม่เหมือนกระบี่ที่ผมไปมาที่นั่นไม่มีให้ล้างตัวนั่งไปเค็มๆอย่างงั้นแหละ

ทริปนี้ตัวแสบก็มากับเราด้วยเหมือนเดิม

สู้ตายจ้า แต่ระยะทางยังอีกไกล เรายังต้องกลับไปที่พักอีกนะ อิอิ

ฝูงปลาที่ว่ายมารอบๆเรือ

สำหรับการดำน้ำที่เกาะรังใหญ่ รังเล็กก็ต้องบอกเลยว่าปลาที่นี่สวยมากครับ ประการังอาจจะสู้ทางกระบี่ซึ่งเป็นทะเลอันดามันไม่ได้ แต่สำหรับปลาแล้วผมว่าสวยกว่านะจากที่ถามน้าๆและเพื่อนๆที่ร่วมทริปกันไป พูดเหมือนกันหมดเลยว่าปลาที่นี้มีเยอะกว่าและสวยกว่ากระบี่อีก ซึ่งผมก็ได้เจอกับตัวเองเหมือนกันเพราะผมดำไปเจอปลาที่มันมีสีน้ำเงินสะท้อนแสงสวยงามเลยละ เมื่อเราดำน้ำกันเสร็จก็ได้เวลากลับที่พักซึ่งก่อนกลับก็จะแวะเกาะเหลายาให้เราได้เล่นน้ำกัน ไปดูรูปกันเลยครับ อาจจะถ่ายน้อยไปหน่อยนะครับ

ชายหาดเกาะเหลายา

น้าๆที่ไปด้วยกันก็ขอดำกันต่อที่นี่ แรงเยอะกันจริงๆ

ที่นี่เรือจะจอดค่อนข้างนาน เล่นกันสบายใจไปเลยครับ ดูตัวแสบของเราซะก่อน

นอนลอยคอแช่น้ำเย็นสบายกันเลยครับท่าน

หนูน้อยนักประดาน้ำ

สำหรับพวกผมแล้วไม่ไหวจะดำน้ำละหนาว ขอไปเล่นปล่อยพลังกันก่อน 555+

ซุปเปอร์แมนก็มีนะครับ

ส่งเข้าประกวดอีกคน ยิ่งสูงยิ่งจุก อิอิ

แบบนี้ไง 555+

อย่างผมไม่จุกครับ สบายๆถ่ายให้คนอื่น หุหุ

หลังจากออกจากเกาะเหลายาก็ได้เวลากลับที่พักกันครับ ก็อาบน้ำเตรียมตัวทานอาหารเย็นกัน แต่ผมไม่ได้ถ่ายตอนกินมาครับแบบว่าหิว อาหารก็เป็นแบบซีฟู๊ดทั่วไปละครับแต่สดและอร่อย รสจัดดีเหมือนจะน้อยแต่กินไม่หมด อาจจะเพราะหิวด้วยแหละ 555+

กินเสร็จก็มีคาราโอเกะให้เราได้ร้องกัน และยังมีพาไปดูหิ่งห้อยตอนหัวค่ำด้วยนะครับ สำหรับคนที่สนใจกินข้าวเสร็จก็เตรียมตัวไปได้เลยครับทางโฮมสเตย์จะพานั่งรถไปดู

สำหรับช่วงกลางคืนก็ไม่มีกิจกรรมอะไรมากครับ ก็แยกย้ายกันไปนอนสำหรับเดินทางกลับกันพรุ่งนี้ ลืมบอกเรื่องห้องน้ำไปครับสำหรับที่นี่ห้องน้ำมีหลายห้องไม่ต้องกลัวจะไม่พอเพราะน่าจะไม่ต่ำกว่า 5 ห้อง แต่ต้องเตรียมผ้าขนหนูไปเองนะครับเพราะเป็นโฮมสเตย์ไม่ใช่โรงแรมหรือรีสอร์ท มีราวตากผ้าให้ด้วยหากใครอยากซักเสื้อผ้าที่เปียกน้ำทะเลมาก็สามารถซักและตากได้เลยเช้ามาก็เก็บ

ยามเช้าที่หน้าบ้านพักของเรา ตอนถ่ายยังไม่ได้แปรงฟันด้วยนะ 5555+ แล้วตูจะบอกทำไมฟะนิ -*-

ตื่นเช้ามาก็จะมีกาแฟ ไมโล โอวัลตินบริการแต่ต้องไปชงเองนะครับ แล้วก็มีอาหารเช้าเลี้ยงส่งก่อนกลับเป็นมื้อสุดท้ายก็เป็นข้าวต้มเช่นเคยแต่รู้สึกว่าจะไม่เหมือนวันแรกแต่อร่อยเหมือนเดิมจ้า หลังจากทานกันเสร็จก็ได้เวลาเดินทางกลับซึ่งจุดหมายต่อไปของเราก็คือน้ำตกพริ้วครับ

กว่าจะหาที่จอดรถได้ก็เล่นเอาเหนื่อยเลยเพราะวันที่เราคนเยอะมาก พอไปถึงป้ายก็แชะซักหน่อย

ระหว่างเดินขึ้นไปน้ำตกก็สรงน้ำพระเพื่อเป็นศิริมงคลกันครับ สาธุ

อย่าลืมซื้อถั่วฝักยาวมาเลี้ยงปลาด้วยนะครับ แต่รู้สึกว่าคนเลี้ยงกันเยอะจนปลามันอิ่มไม่อยากจะกินละ

ปลาเยอะมากครับ สามารถลงไปเล่นน้ำกับปลาได้ไม่กินนะจ๊ะ

จริงๆต้องบอกเลยว่าที่น้ำตกคนเยอะและร้อนมากเราอยู่ได้ไม่นานก็ต้องขอตัวกลับละครับไม่ไหว ซึ่งเป้าหมายต่อไปก็คืออาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมล หรือโบสถ์คริส จังหวัดจันทรบุรี ไปดูภาพกันเลยครับ

ภายในโบสถ์ สวยงามมากๆเลยครับ

ช่วงที่เราไปก็มีคนแวะเวียนเข้ามาชมความงามกันอยู่ตลอด

ภายนอกโบสถ์

ก็จบแล้วนะครับสำหรับทริปเกาะช้างของเรา โดยทริปนี้ผมถ่ายรูปน้อยไปหน่อยเนื่องด้วยสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยสำหรับการถ่ายรูปเท่าไหร่นัก มีเมฆหมอกลง แดดไม่ค่อยจะมีบวกกับผมห่วงเล่นน้ำด้วยแหละตัวก็เลยเปียกเลยไม่อยากจะจับกล้องเพราะกลัวจะได้เอาเข้าอู่อีกรอบ ก็เลยได้มาเท่าที่เห็นครับ อาจจะติดเกมส์ Ipad ด้วยแหละ อิอิและเป็นทริปที่ใช้เวลาน้อยแค่ 2 วัน 1 คืน แต่ก็ถือเป็นทริปที่ประทับใจเหมือนๆทริปอื่นๆแต่ติดที่ร้อนไปหน่อยทำให้อารมณ์ศิลปินหายไปเยอะบวกเมาคลื่นเมาเรือไปหน่อย อิอิ  ก็ขอลากันไปก่อนสำหรับบทความครั้งนี้ครับไว้โอกาสหน้าจะมาเมาท์หมอยกันใหม่จ้า ^_^

ສະບາຍດີປະເທດລາວ.

สวัสดีครับ -/\- และแล้วก็ได้มีโอกาสมาเจอกันอีกครั้งกับการเที่ยวครั้งใหม่ของผม ซึ่งทริปนี้เป็นการเที่ยวต่างประเทศของผมครั้งแรก555+ และเป็นการไปเที่ยวอีสานครั้งแรกอย่างเป็นทางการหลังจากที่เที่ยวเหนือ กลาง ใต้ ไปบ้างแล้วก็เหลืออีสานนี่แหละที่ไม่เคยมาเที่ยวเลย ภูกระดึงก็อีสานนี่หว่าแต่ก็ไม่ถือว่าอีสานเต็มตัวเพราะยังติดเหนืออยู่บรรยากาศมันยังเหมือนทางเหนือ โดยที่พักของเราในทริปนี้ก็คือบ้านๆของสาวๆในทริปนี้แหละครับอยู่ฟรีกินฟรีจัดไปๆ ซึ่งเราเดินทางกันตอนกลางคืนของวันที่ 1 แล้วไปถึงที่อุดรธานีเช้าวันที่ 2 โดยเจ้าถิ่นได้แนะนำร้านแหนมเนืองชื่อดังแห่งอุดรมีนามว่า”VT แหนมเนือง” ซึ่งตัวร้านอยู่ในตัวเมืองจังหวัดอุดรธานี เชิญชมบรรยากาศในร้านได้เลยครับ

ด้วยความหิวจัดเนื่องจากกว่าจะถึงก็สายแล้วก็เลยจัดมันซะ 2 ชุด นึกถึงแล้วเพลีย อิ่มขนาด555+

รอบนี้มีเด็กมาด้วยครับ คราวนี้อายุน้อยกว่าครั้งที่แล้วอีก 555+ วิ่งตามเด็กไม่ทัน -*-

หน้าร้าน vt แหนมเนือง

หลังจากเรารับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้ว สถานที่ต่อไปที่เราจะไปก็คือ บ้านเชียง ซึ่งเป็นสถานที่ขุดพบอารยะธรรมโบราณ และโบราณคดี ซึ่งที่บ้านเชียงจะมีวัตถุโบราณต่างๆที่ขุดพบนำมาโชว์ให้เราได้เห็นรวมถึงมีการเรื่องราวเกียวกับบ้านเชียงว่ามีการดำเนินชีวติกันอย่างไร ผมก็ได้แต่อ่านคร่าวๆว่าเป็นหมู่บ้านที่ทำเครื่องปั้นดินเผาในสมัยโบราณและหากตายก็นำเครื่องปั้นดินเผาเหล่านั้นฝั่งรวมกับเจ้าของไปด้วยเพื่อบ่งบอกฐานะของผู้ตาย ผม็จำมาได้แค่นี้แหละครับไม่รู้ถูกไหม  เราไปชมหมู่บ้านนี้กันเลยดีว่า

ป้ายทางเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง

ด้านในตัวอาคาร

ก่อนจะเข้าไปชมก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าชม คนไทย 30 บาท ต่างชาติ 150 บาท

ระหว่างทางที่จะเดินเข้าไปก็แวะถ่ายกันแถวๆระเบียงก่อน

ถ่ายคู่กับโอ่งมังกรก่อน อิอิ หุ่นเหมือนเลยนะนิ 555+

ด้านหลังน่าจะเป็นการจำลองการดำเนินชีวิตของคนในสมัยนั้น แต่ด้านหน้าเป็นของคนสมัยนี้ อิอิ ต้องถ่ายทุกที่ที่ไป 55+ แต่ห้องจะค่อนข้างมืดถึงมืดมากมาคนเดียวอาจวังเวงหน่อย

ภาพนี้จะอธิบายการฝั่งศพของคนบ้านเชียงที่ผมพูดไว้ตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าจะฝั่งไปพร้อมๆกับศพ

เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบ มีกระดูกคนอยู้ข้างๆด้วยครับ

ก่อนกลับ แต่พวกที่ยกมืออยู่ข้างหลังนี่ซิ อิอิ

หลังจากเดินชมกันจนหมดแล้วก็ได้เวลากลับซะที ก่อนกลับก็ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกซะหน่อย

ด้านหน้าของพิพิธภัณ เป็นมรดโลกนะครับ

หลังจากเดินชมพิพิธภัณกันเสร็จแล้ว บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณบ้านเชียงจะมีร้านขายของจำนวนมาก ขายเครื่องปั้น งานฝีมือของคนบ้านเชียงครับ สามารถช๊อปกันได้เต็มที่ราคาถูกกว่าที่อื่นแน่นอน และการวันแรกของการท่องเที่ยวก็จบลงโดยเป้าหมายต่อไปคือบ้านของผู้ร่วมทริปเราครับซึ่งก็ขออาศัยนอนเอาแรงซัก 1 คืน

รุ่งเช้าก็เป็นเวลาเดินทางไปยังด่าน เพื่อข้ามไปยังประเทศลาว ซึ่งเราไปถึงก็ค่อนข้างสายแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายจำไม่ได้ 5555+ ดองไว้นานไปหน่อย ซึ่งเราได้เดินทางโดยรถตู้ที่ฝั่งไทยแล้วไปรอขึ้นรถตู้ที่ฝั่งลาว  ซึ่งก็มีเรื่องเล่านิดหน่อยคือที่ประเทศลาว รถจะเป็นพวงมาลัยซ้ายเหมือนต่างประเทศ ไม่เห็นของไทย และที่ประเทศเขาจะจำกัดความเร็วน่าจะไม่เกิน 60 หรือ 80 km/h นี่แหละ นั่งไปโครตชิวเลย ไปดูบรรยากาศเลยครับ

ยริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง อันนี้อยู่ที่ฝั่งลาวแล้วครับ กำลังรอรถตู้มารับ

ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาวครับ คนยังไม่เยอะเท่าไหร่

ตู้ ATM ของที่นี่ครับ ผมไม่ได้ลองกดดูนะกลัวมันไม่คืนให้ผม แนะนำให้กดที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งไทยให้เรียบร้อยก่อน ส่วนถ้าใครนั่งรถตู้แบบผมแนะนำให้กดที่ฝั่งไทยก่อนเลยเพราะรถตู้มันจะวิ่งข้ามมาเลยไม่ได้จอดที่ด่านให้กดแต่อย่างไร ผมโดนมาแล้ว -*-

ตัวดื้อประจำทริป ช่วงเช้ายังไม่ดื้อเท่าไหร่

นาฬิกาสำหรับเทียบเวลา ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองฝั่งลาว

พอนั่งรถตู้มาได้ซักแปปนึงก็บอกคนขับให้จอดร้านโทรศัพท์ในฝั่งลาว เผื่อที่จะได้หาซื้อโทรศัพท์ก๊อปมาถือโก้ซะหน่อย 555+ แต่ขอบอกว่าราคาแพงประมาณว่าซื้อไม่ลงเลย มาซื้อของแท้ในไทยดีกว่า

สาวๆก็ไปกันหมดเพราะในร้านก็มีกระเป๋าก๊อปเหมือนกัน

พอเราเดินเข้าไปในร้านก็มีของมากมาย แต่ดูไปดูมาราคามันไม่ก๊อปเอาซะเลย แพงไปหน่อยคุณภาพไม่โอเลยไม่มีใครซื้อซักคน พอกลับมาทีรถก็หิวกันแล้วเพราะมันก็จะใกล้เที่ยงแล้ว คนขับก็เลยภูมิใจเสนอก๊วยเตี๊ยวชามยักษ์ของขึ้นชื่อ ประมาณว่าถ้ามาลาวไม่มากินเหมือนมาไม่ถึง เราก็เลยขอไปพิสูจน์ซะหน่อยว่ามันเป็นอย่างไง

ถึงหน้าร้านก็ถ่ายรูปหมู่ซะหน่อย จริงๆอะหิวแต่ถ้าถ่ายรูปละก็หายหิวไปเลย 555+

Pepsi ลาวสดชื่นดีครับ แต่ถ้าสาวลาวจะสดชื่นยิ่งกว่า 555+

ดูชามมันซิครับ ใครเบิ้ลนี้ไม่ธรรมดาเลยละขนาดผมยังแค่ชามเดียว แถมไม่หมดอีก -*-

ประตูไซ สถานที่ถ่ายรูปที่แรกของเรา เก่าแกและดูขลังดีครับ

บริเวณประตูไซ หรือว่าประตูชัยนั้นเอง

ถ่ายคู่กันซะหน่อย พามาเที่ยวต่างประเทศแล้วนะจ๊ะที่รัก อิอิ

สมาชิกในทริปเรามาถึงก็ดูดนิ้วโชว์กล้องเลยครับ ^_^

สองสาวเจ้าถิ่น ผู้ให้ที่ซุกหัวนอนแก่ผม 555+

จิตรกรรมบนเพดานของประตูไซ

เมื่อเดินชมกันหนำใจก็ได้เวลาเดินทางต่อ จุดหมายปลายทางคือพระธาตุหลวง ซึ่งก็เป็นสถานที่แนะนำอีกเช่นกัน

อันนี้ก็เป็นรถตู้ที่พาเราไปทัวร์ในทริปนี้ ฝั่งลาวจะนิยมรถเกาหลีมากกว่าไทยครับ อันเนื่องมาจากคนนิยมมากกว่าและเรื่องของภาษีที่ของเขาไม่โหดเท่าเรา

ด้านหน้าพระธาตุหลวง

คนขึ้นไปสักการะกันเยอะเลยครับ ผมเลยไหว้ที่ด้านนอกเอา ขึ้นไปไม่ไหวเยอะจัด

ด้านข้างตัวพระธาตุหลวง

หลังจากเดินชมพระธาติหลวงจนหมดแล้ว เราก็ไปหาซื้อของที่ตลาดด้านหน้าพระธาตุหลวง ซึ่งราคาถูกครับถูกกว่าที่ดิวตี้ฟรีซะอีก แนะนำเป็นพวกผ้าจะดีที่สุดครับ

สถานที่ต่อไปของเราคือหอพระแก้ว ซึ่งก็มีเรื่องเล่าอีกเช่นกันว่าจริงๆและพระแก้วที่อยู่ที่ไทยถูกนำมาจากที่หอพระแก้วฝั่งลาวนี้เอง ถูกผิดเราก็ไม่รู้นะครับแต่เป็นเรื่องเรากันมาซึ่งที่นี่ก็ไม่ได้มีพระแก้วอยู่แล้วเพราะถูกนำมาเก็บที่ไทยอย่างที่เราทราบๆกัน ซึ่งที่ยังมีอยู่ก็คือโบราณวัตถุ

ทางเข้าหอพระแก้ว เสียค่าเข้านะครับ

คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ครับ แต่ด้านในห้ามถ่ายรูป

ภูมใจเสนอ อิอิ

แผ่นศิลาจารึก

ถ่ายได้แต่ข้างนอกครับ ด้านในได้แต่เข้าไปดู

ระหว่างรอคนอื่นๆ ขอถ่ายซักหน่อย

ออกมาจากหอพระแก้วก็เตรียมตัวเข้าสู่เวลาการช๊อป เป้าหมายคือดิวตี้ฟรี แต่สมาชิกตัวน้อยเราขอหลับเอาแรงซะหน่อย

นี่เราจะหลับแล้วใช่ไหม ไม่อยากกลับเลยอะ 555+

เพื่อนร่วมทริปที่ข้ามไปกับเราด้วยครับ พี่แกขอมาถ่ายรูปด้วยเป็นที่ระลึก แกพาพ่อแม่มาเที่ยว

หลังจากเราช๊อปกันหนำใจ ขอบอกว่าไม่มีรูปหรอกครับมัวแต่ไปต่อราคากันสนุกเลย 555+ พอเสร็จเราก็เข้าที่พักก็คือบ้านพี่เจ้าถิ่นเราละครับ ทริปนี้นอนฟรีจ้า

วันรุ่งขึ้นเราก็หาที่เที่ยวแถวนี้โดยเป็นสถานที่ค่อนข้างจะมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากรู้ประวัติพุทธศาสนา นั้นก็คือ”ศาลาแก้วกู่” ซึ่งที่นี่มีรูปปั้นขนาดใหญ่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ

ซึ่ีงหากใครอยากทราบรายละเอียดสามารถเข้าไปอ่านได้ที่เว็บศาลาแก้วกู่เลยครับตามนี้เลยจ้า –> http://sala-saeoku.blogspot.com/    เราไปดูบรรยากาศเลยครับ ใหญ่มากผมเดินไปอ่านไปทำให้เราได้รู้อะไรมากขึ้น

ทางเข้าด้านหน้า

รูปปั้นขนาดใหญ่ที่ด้านหน้าศาลาแก้วกู่

เสียค่าเข้าครับ เป็นค่าบำรุงสถานที่

ด้านในเป็นสวนขนาดใหญ่ มีรูปปั้นมากมาย

ผมเห็นแล้วถึงกับอึ้ง อลังการมาก ผมว่าถ้าเด็กได้มาดูมาเห็นแล้วเดินอ่านเรื่องราวที่เขียนไว้ด้านล่างน่าจะได้ความรู้นะครับ

ที่ฐานจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับรูปปั้น

เลียนแบบรูปปั้นซะหน่อย

ก็เดินิ่านกันเพลินๆได้ความรู้ดีครับ

สถาปติยกรรม ไม่รู้เขียนถูกไหมรู้สึกว่าทางนี้จะไม่เน้นสีเหมือนทางเหนือหรือส่วนใหญ่ในไทย จะเน้นความเก่าแก่ ดูมีมนต์ขลังดี

เหมือนว่าจุดประสงค์ของหลวงปู่จะต้องการสร้างเทวสถาน ประมาณว่าสถานที่สำหรับนิพพาน

ที่นี่ก็มีหนูให้เราไปกระซิบนะครับ แต่ผมไม่ได้ไปกระซิบหรอก ผมชอบอ่านมากกว่า

ท่าได้ครับ 555+

อีกซักรูป จริงๆตอนกำลังเดินฝนจะตกครับ ปอยๆลงมาแล้วช่วงนี้พายุเข้า -*-

บ้านนกของที่นี่ ใหญ่ซะไม่มี

ผมชอบอ่านประวัติของพระสังกัจจาย เพราะไปไหว้พระหลายๆที่จะเจอบ่อยเลยอยากรู้ประวัติ ใครสนใจก็คลิ๊กอ่านที่รูปได้ครับ

อีกมุมนึง ผมชอบเพราะเป็นรูปปั้นที่ใหญ่มาก

หลวงปู่บุญเหลือ ผู้สร้างศาลาแก้วกู่ ผมคิดว่าคนเราถ้าสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ถึงตายไปก็ยังมีคนจดจำได้ มีความดีหลงเหลือยู่อย่างหลวงปู่ที่ท่านทำไว้

หลังจากเราเดินชมกันจนทั่ว เราก็ออกเดินทางไปกราบไหว้หลวงพ่อพระใส วัดโพธิ์ชัย ซึ่งคนหนองคายไม่มีใครไม่รู้จัก พอไปถึงวัดผมก็เดินชมความเป็นมาที่ถูกเขียนบนฝาผนังโบสถ์ เงยคอดูจนเมื่อยคอเลยถ่ายรูปมาฝากเพื่อนๆครับ

หลวงพ่อพระใส

แบบใกล้ๆครับ สวยมาก ^_^

ถ้ามาหนองคายต้องห้ามพลาดมากราบไหว้หลวงพ่อนะครับ เดินทางจะได้ปลอดภัย

คนถ่ายรูปกันเยอะมาก

จิตรกรรมฝาผนัง ผมอ่านแล้วต้องเดินอ่านให้จบเลย

พอเราไหว้หลวงพระพระใสเสร็จก็เป็นเวลาเดินทางไปยังตลาดท่าเสด็จเพื่อไปช๊อปอีก ซึ่งก็ไม่ค่อยมีรูปหรอกครับ ส่วนของก็เหมือนๆกับดิวตี้ฟรีแหละ จะมีก็แต่แดงแหนมเนืองที่เราต้องไปของลองชิมถึงถิ่น

ก็จัดไปตอนกินไม่ได้ถ่ายละขี้เกียจ

หลังจากเดินช๊อปกันจนหนำใจก็ได้เวลาเดินทางกลับบ้านเรา ซึ่งก็จบกันไปสำหรับทริปหนองคาย-ลาว ซึ่งส่วนใหญ่จะออกไปทางช๊อปมากกว่า จริงๆทริปนี้ผมดองมาเป็นปีละกว่าจะเขียนจบเพราะไม่รู้จะเขียนอะไรมันเป็นทริปซื้อของซะมากกว่าคล้ายๆที่ผมไปแม่สายนั้นก็ไม่ได้เขียนทริปแต่อย่างใด เพราะช๊อปอย่างเดียวไม่มีอะไรเลยทริปนั้นเลยไม่ขอเขียนดีกว่า แต่ทริปนี้ประทับใจตรงสถานที่ บ้านเมือง สิ่งแวดล้อมมากกว่า ผมว่าที่ลาวบ้านเมืองดูน่าอยู่ดี สาวๆก็น่ารักแต่งตัวเรียบร้อย จะแอบถ่ายก็ไม่กล้ากลัวหาว่าโรคจิต ก็หมดเพียงเท่านี้แหละครับขอลาไปก่อนสำหรับทรอปนี้ สวัสดีครับ -/\-

การเคลียร์ซับหมึกของ Epson L200

วันจัทร์ที่แสนจะน่าเบื่อของผมก็เหมือนวันจันทร์ของอาทิตย์อื่นๆแต่แล้วผมก็ได้ยินเสียง…….. เสียงโทรศัพท์โทรมาแจ้งผมว่า Printer มีปัญหาค่ะ พิมพ์ออกมาขาดๆหายๆ ผมก็เดินไปยังเป้าหมายแล้วครุ่นคิดในหัวว่างานหมูแน่ๆแหละเพราะไอ้เครื่องนี้มันเป็น Epson L200 เป็น Ink tank แท้จากโรงงานแล้วข้อเสียของ Inktank ก็คือมันต้องทำความสะอากหัวพิมพ์ให้มันหน่อยเพราะมันไม่ต้องเปลี่ยนหัวพิมพ์บ่อยๆเหมือนพวกตลับหมึกที่มีหัวพิมพ์ติดกับตลับคือหมึกหมดก็เปลี่ยนตลับพร้อมกับได้หัวพิมพ์ใหม่ไปในตัว แต่ Ink tank มันไม่ใช่ ผมก็จัดการล้างหัวพิมพ์รอจนเสร็จกำลังจะทดสอบพิมพ์ก็ปรากฎ popup แจ้งว่า”ซับหมึกเต็ม กรุณาติดต่อศูนย์บริการ Epson” เอาแล้วไงงานเข้าตูแแล้ว แต่ก็จำได้ว่าไอ้ซับหมึกเต็มมันเป็นปัญหาคู่กับ Epson มาตลอดและมันก็น่าจะมีโปรแกรมเคลียร์ซับหมึกแน่ๆ เพราะก่อนหน้านี้ผมเคยจับ Ink tank ของ Epson มาบ้างจึงไปหาโปรแกรมในตำนาน อิอิ ไม่นานก็เจอแต่โปรแกรมมันค่อนข้างใช้ยากกว่าตัวที่ผมเคยใช้ แต่ก็มีคนทำคู่มือสอนอีกเช่นกัน ซึ่งก็สรุปว่าเคลียร์กันไปจบกัน

เพื่อนๆสามารถ Download ไปใช้กันได้ตาม Link นี้เลยครับ—–>  http://www.mediafire.com/download.php?5uea8e3yo3yu01d

ขอบคุณเว็บ http://www.comclubthai.com

ขอบคุณ ท่าน หลวงเภาจอมลีลา ผู้นำโปรแกรมมาแจกในบอร์ด

ขอบคุณ ท่าน MMcHH2499  ผู้ทำคู่มือการรีเซตซับหมึกเต็ม

ผมคิดว่าโปรแกรมตัวนี้น่าจะสามารถใช้ได้กับ Epson ตระกูล L ได้หมดนะเพราะตระกูลนี้คล้ายๆกันยังไงก็เอาไปลองกันแล้วกันนะครับ

แต่ยังไม่จบ ขอเอาข้อมูลมาเพิ่มให้อีกหน่อยสำหรับคนอยากลอง ผมมีโปรแกรมรีเซ็ตหมึกเอาไว้ใช้กรณีอยากหาหมึกเทียบมาเติมไม่ต้องไปกรอกรหัส ส่วนตัวยังไม่ได้ลองนะครับ เพราะผมคิดว่าหมึกแท้มันก็ถูกเป็นขี้อยู่แล้วขวดละ 250 หรือไงนี่แหละใช้กันเป็นปีไม่รู้จะไปใช้ของเทียบทำไม ถ้าใครอยากลองก็ลองเข้าไปโหลดหามาลองดูครับ ตามนี้เลยจ้า

เว็บไซต์ :  http://www.epsonreset.com/

โปรแกรม :  www.2manuals.com/WIC/WICReset.zip

จริงๆอยากจะลองใช้ให้อยู่นะครับ เพราะผมชอบแบ่งปันอะไรที่ตัวเองได้ลองทำ ลองเล่น และมั่นใจว่าดี แต่ก็อย่างที่บอกไปแหละครับของแท้มันก็ถูกอยู่แล้วไม่รู้จะไปลองทำไม ก็เอาไว้เผื่อใครอยากประหยัดยิ่งกว่าเดิมก็เอาไปลองละกันจ้า ก็ขอลาไปก่อนสำหรับบทความนี้ไว้โอกาสหน้าจะหามาแบ่งปันกันอีกครับ ^_^

ลืมบอกข้อเสียของมันเผื่่อเพื่อนๆท่านใดสนใจอยากหามาใช้ขอแบ่งเป็นข้อๆเลยละกัน

ข้อดี

- ประหยัด

- มีประกัน

- ราคาเครื่องไม่แพงจนเกินไป

- หมึกถูกแท้เหลา แถมตอนซื้อเครื่องมาแถมหมึกมาซะเยอะเชียวถ้าใช้ทั่วๆไป 1 ปียังไม่หมดอะ 555+

ข้อเสีย

-ปริ๊นช้า

- ฟรีตกระดาษ หรือชุดป้อนกระดาษของพี่แกโง่ชิหาย ดึงที 3 แผ่น ประมาณว่าปริ๊นแบบพาโรนาม่าเลยอะ 3 แผ่นแบบต่อกันคนละนิดคนละหน่อย 555+ ผมเซงตรงนี้ที่สุด ไม่รู้ว่า Epson เขาจะขายลูกยางชุดป้านกระดาษหรือไงมันเป็นแทบทุกรุ่นถ้าป้อนกระดาษจากด้านบนอะ น่าจะแก้ไขหน่อยนะ เจอกับ Epson R230 มาแล้ว มารุ่นนี้ก็เจออีกเห็นแล้วเพลีย -*- ถ้าป้อนกระดาษเก่งๆผมยกให้ Brother นะเพราะราคาอยู่ใกล้ๆกันแต่ Brother ทนกว่าชนิดว่าเครื่องพังไปแล้วมันยังฟรีตดีอยู่เลย

- คุณภาพงานพิมพ์ หรือความสวยนั้นแหละ ไม่ค่อยสวย สีไม่สด ไม่คม ถ้าเอาไปเทียบกับพวก HP จะแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่ถ้าเทียบกับเจ้าอื่นก็ถือว่าไม่ได้เลวร้ายมากนักเพราะมันเป็น Ink Tank ก็อยากประหยัดนิ ถ้าเน้นงานคุณภาพอย่าเล่นเลยตัวนี้ แต่ถ้าเน้นประหยัด ผมเชียร์เพราะมันเพียงพอกับการพิมพ์งานส่งอาจาร์ยสำหรับเด็กนักศึกษาหรือนักเรียนมัธยม แต่ไม่เหมาะจะเอามาพิมพ์งานเสนอผู้บริหารแบบที่ผมทำ 555+ หรืองานวิจัย,วิทยานิพนธ์ หรือรายงานที่ต้องการความเนียบ ลืมบอกไปว่ามันทนมากใช้มาจะ 2 ปีแล้วยังไม่พังเลย สำหรับ Ink tank ผมถือว่าทนนะเพราะถ้าเป็นรุ่นที่ร้านอื่นๆเอามาติดเองไม่นานต้องได้อุ้มไปส่งร้านเดิมมันบ่อยแน่ๆ

images

Ghost ยังไงให้ join domain ผ่าน

สวัสดีเพื่อนๆทุกท่าน ห่างหายไปนานอันเนื่องมาจากติดเกมส์ก็ต้องขออภัยมานะโอกาสนี้ ส่วนการเขียนบทความครั้งนี้อาจจะไม่ได้มีเนื้อหาอะไรมากมายเพราะจริงๆแล้วผมต้องการแค่ทดสอบเขียนบน Ipad mini ของผมนั้นเองว่ามันทำได้หรือไม่ แล้วมันสะดวกหรือดีกว่าเขียนบนคอมพิวเตอร์หรือเปล่า มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าครับ ผมคิดว่าหลายๆคนคงเคยประสบปัญหาหรือได้รับหมอบหมายให้ติดตั้ง windows จำนวนหลายๆเครื่อง ยิ่งเป็น IT ตามโรงงานแล้วละก็น่าจะเจอปัญหาเดียวกันคือต้องลงหลายๆเครื่อง ที่สเปคเหมือนๆกัน ซึ่งทางออกก็คือการ Ghost ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Norton ghost หรือจะเป็น Acronis ซึ้งลักษณะการทำงานก็จะคล้ายๆกันคือ Copy ข้อมูลทั้งหมดมาเป็นไฟล์ Backup 1 ไฟล์ สำหรับนำไป Restore ข้อมูลโดยส่วนใหญ่ที่ทำการ Ghost กันก็คือไฟล์ OS นั้นเอง จริงการGhost สามารถทำข้ามสเปคได้นะครับแต่ผมจะไม่พูดถึงการทำละกัน จะพูดถึงการที่เรา Ghost แล้วนำเครื่องไป Join domain ปรากฎว่าไม่สามารถจอยได้ขึ้นแจ้ง Access denied ทั้งๆที่เราทำถูกทุกขั้นตอนหมดแล้ว ซึ่งปัญหาตรงนี้ผมก็ได้เจอมากับตัวก็เลยอยากจะเอามาแชร์ เพราะเราอุตส่าห์จะ Ghost เพื่อลดขั้นตอนการทำงานแต่ดันมาตายตอนจบมันม่ายยยยช่ายยยย😱
หากเราคลิ๊กดูที่ My computer ในแท็ป General ในส่วนของ Registered จะเห็นว่าเป็นของเครื่องที่เราทำเป็นเครื่องมาสเตอร์
ซึ่งทำให้เราไม่สามารถ Join Domain โดยให้เราเข้าไปแก้ไขข้อมูลดังกล่าวให้ตรงกับชื่อเครื่องปัจจุบัน โดยเข้าไปที่

1. เข้าไปที่ Run
2. ที่ช่อง Run ให้พิมพ์ regedit แล้ว Enter
3. จะพบหน้าต่าง ใหัเลือกหัวข้อ
HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Microsoft\Windows NT\CurrentVersion
4. ให้เข้าไปเปลี่ยน RegisteredOrganization เพื่อเปลี่ยนชื่อบริษัท แต่หากถูกอยู่แล้วก็ข้ามไปครับ
5. เปลี่ยนค่า RegisteredOwner. ซึ่งค่าเก่าจะเป็น Computer Name ของเครื่องมาสเตอร์เรา ก็เปลี่ยนเป็นชื่อเครื่องปัจจุบันให้ถูกต้อง หลังจากนั้นปิดหน้าต่างออกไป Restart 1 ครั้ง ก็สามารถ Join Domain ได้แล้วจ้าาา

ก็จบกันแล้วนะครับสำหรับบทความสั้นอันนี้ จริงๆอยากเขียนอีกเยอะครับ แต่หาเรื่องเขียนไม่ได้ซักที หาโปรแกรมเด็ดๆมารีวิวก็หาไม่เจอ มันไม่โดนอะไว้โอกาสหน้าจะพยายามหามาเขียนเรื่อยๆนะครับ ☺ ลืมสรุปไปว่าเขียน Wordprees บน Ipad mini เป็นไง
ก็ต้องบอกเลยว่ามันทำได้ง่ายมากแต่ลูกเล่นที่สามารถทำได้มันน้อยอะ การจัดรูปแบบ สรุปคือง่ายจริงอะไรจริงแต่มันไม่ครบ ใส่รูปได้แต่จัดเรียงยากคงต้องทำความเข้าใจอีกหน่อย อิอิ

25560207-180356.jpg25560207-180350.jpg

ดอกกระเจียวบานที่ป่าหินงาม(ชัยภูมิ)

สวัสดีจ้า -/\- ห่างหายไปนานเลยสำหรับการเขียนบทความของผมเนื่องจากเหตุผลเดิมๆคือขี้เกียจและตอนนี้ขยันแล้วก็ขอมาเล่าเรื่องราวการเดินทางซักหน่อย ซึ่งช่วงนี้ก็เริ่มเข้าหน้าฝนก็เย็นชุ่มช่ำกันไปและก็ไม่รู้ว่าน้องน้ำจะกลับมาหาพี่กรุงเทพอีกหรือไม่555+ แต่รู้สึกว่าผมจะนอกเรื่องแล้วนะมาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าซึ่งที่เทียวในช่วงนี้ก็มีเยอะแยะแต่ที่จะลืมไปไม่ได้เลยก็คือทุ่งดอกกระเจียวที่ป่าหินงาม จังหวัดชัยภูมิครับซึ่งมันเป็นช่วงที่ดอกกระเจียวกำลังบานเต็มทุ่งพร้อมหมอกยามเช้ากับอากาศเย็นๆให้เราได้ชมกันบวกกับผู้คนที่ไปเที่ยวกันมากมายไม่รู้จะเยอะไปไหน 555+  มาเริ่มการเดินทางกันดีกว่าผมเดินทางไปช่วงกลางคืนของวันเสาร์ที่ 7 ก.ค 55 เพื่อที่จะไปถึงที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงามในตอนเช้ามืดแต่ปรากฎว่าผมรีบไปเลยไปถึงเอาซะตอนตี 1 เลยต้องจอดรถนอนแถวๆหน้าอุทยานเพราะอุทยานปิดไม่สามารถเข้าไปได้และจะเปิดอีกทีประมาณตี 5 ครึ่ง(จริงๆที่ป้ายบอก 6 โมงเช้าแต่ก็เห็นเขาเปิดให้ก่อน) เมื่อผมเข้าไปยังด้านในของอุทยานก็จะพบกับกรวยตั้งเรียงรายบังคับให้เราเลี้ยวไปตามกรวยที่ตั้งไว้จนพบกับลานจอดรถโดยลานจอดรถที่นี่จะค่อนข้างโล่งไม่ค่อยแออัดมากนักจึงทำให้ไม่รู้จะไปจอดตรงไหนเพราะมันโล่ง 555+  พอจอดรถเสร็จเราก็เตรียมสัมภาระที่จะนำติดตัวไปในการเดินชมทุ่งดอกกระเจียวและป่าหินงามเมื่อเตรียมเสร็จก็ออกเดินไปยังจุดที่ขายบัตรผ่านเพื่อเข้าชมก่อนจะถึงก็จะเจอห้องน้ำไว้สำหรับบริการนักท่องเที่ยว ผมก็ล้างหน้าแปรงฟันที่นี่แหละ พอทำธุระส่วนตัวเสร็จเราก็เดินไปซื้อบัตรหรือตั๋วนี่แหละเรียกไม่ถูก 555+ คนละ 20 บาทพอเดินเข้าไปอีกหน่อยก็จะเห็นคนรอต่อแถวกันเยอะเชียวไม่ได้จะไปประท้วงอะไรแต่อย่างใดพวกเขารอขึ้นรถเพื่อขึ้นไปยังทุ่งดอกกระเจียวนั้นเองค่าโดยสารคนละ 20 บาทเช่นกันจัดไป หลังจากรอรถซะนานเลยเพราะมีทัวร์มาลง พวกทัวร์เขาจะขึ้นไปคันเดียวกันสรุปรอรถประมาณ 3 คนถึงจะได้ขึ้น

ทางขึ้นไปยังทุ่งดอกกระเจียว ค่อนข้างสูงเป็นทางคอนกรีตมีรถของอุทยานขึ้นลงตลอด เราไม่สามารถเอารถเราขึ้นไปได้

ระหว่างทางขึ้นไปทุ่งดอกกระเจียว รถก็ขับเร็วเพราะทางมันชันเลยถ่ายได้แค่นี้แหละครับ ทางลูกรังแดงๆที่เห็นไม่ใช่ทางที่เขาพาผมไปนะไม่รู้ว่าเป็นทางเดินสำหรับพวกชอบลุยๆหรือเปล่าไม่รู้

เมื่อขึ้นมาจนถึงจุดรับส่งจุดที่ 1 แล้วเราก็ได้เวลาลงเดินเพื่อเดินเท้าเข้าไปยังทุ่งดอกกระเจียวผมคิดว่าน่าจะประมาณ 1 กิโลกว่าๆนะ ระหว่างทางเดินไปก็เป็นป่า มีหมอกลง แต่ผมไม่ได้เดินไปผาสุดแผ่นดินครับเพราะคนค่อนข้างเยอะบวกกับหมอกที่ลงมามากคิดว่าไปถ่ายคงเห็นแค่คนนั่งบนหินแน่ๆเลยไม่เห็นท้องฟ้าหรือแสงอาทิตย์แน่ๆ

ที่นี่เป็นจุดส่งนักท่องเที่ยวเพื่อที่จะเดินเท้าเข้าไปยังทุ่งดอกกระเจียวครับ ดูหมอกด้านหลังจะรู้เลยว่าบรรยากาศมันดีแค่ไหน สูดอากาศได้เต็มปอด ^0^

ได้เวลาเดินแล้วละซิ พร้อมจะลุยกันมานานแล้ว อิอิ ทางเดินผมคิดว่ามันสบายดีไม่ชันมากพื้นทางเป็นก้อนหรวดมีหินนิดหน่อยเดินได้สบายคนแก่ก็สามารถเดินได้แต่ถ้านั่งรถเข็นไปคงไม่ได้แน่นอน

มีเพื่อนร่วมทางเยอะครับ เส้นทางที่เดินไปก็อย่างที่เห็นสบายๆอยู่แล้ว ^_^

หลังจาเดินมาได้ไม่นาน ก็เจอทุ่งดอกกระเจียวซึ่งมีสะพานทางเดินให้เราได้เดินชมดอกกระเจียวกันครับ แต่เสียดายที่ลงไปถ่ายรูปไม่ได้เพราะเขาห้ามแต่ก็ยังมีหลายๆคนลงไป สำหรับผมไม่ขอลงไปดีกว่าถึงจะได้รูปที่สวยก็เหอะเพราะไม่อยากไปทำร้ายธรรมชาติและเคารพกฏของสถานที่ครับ ขอรณรงค์อย่าลงไปเลยครับขอร้อง -/\-

รอบนี้มากันแค่ 2 คนเหงาๆไงไม่รู้ทริปหน้าต้องลากเพื่อนๆไปให้ได้เราสัญญา อิอิ

มาถึงแล้วก็พลาดไม่ได้ที่จะต้องนำกล้องระดับเทพมาถ่าย Iphone เลยจ้า อย่าไปดูถูกเค้านะอย่างน้อยเขาก็ถ่ายผมกับแฟนคู่กันได้โดยไม่ต้องตั้งขาตั้งหรือวานคนอื่นถ่ายให้ ^_^

นั่งแอ๊คท่าไม่อายใครซะด้วย

คนนี้ก็ไม่ยอมนะจ๊ะ

ถ่ายมาโครโชว์เลย อิอิ นั่งเล็วได้สบายใจเพราะเรามาเช้า หุหุ

ขอแอ๊คท่าเท่ห์กับเค้าซักหน่อย

ถ่ายแต่คนมาก็เยอะขอโชว์ดอกกระเจียวซักหน่อยครับ

อีกซักรูป

ดอกเดิมอีกตามเคย เพราะดอกอื่นมันช้ำไงไม่รู้คัดสรรมาอย่างดี 555+

นั่งท่องเที่ยวค่อนข้างเยอะครับ ทางเดินมีหลายแยกให้เดินแต่ผมเลือกเดินมาทางขวาสุดเพราะเห็นคนน้อยดี

ทุ่งนี้ดอกออกค่อนข้างเยอะ บางทุ่งแทบไม่มีเลยก็มี คาดว่ามันอาจจะไม่ได้ออกพร้อมๆแต่ก็สามารถดูได้จนถึงเดือนสิงหาคม

ทุ่งดอกกระเจียว กับอากาศยามเช้าที่มีหมอกปกคลุมมันทำให้เราสดชื่อมากๆเลยครับ

ดอกกระเจียวสีสันสวยงามบานเต็มทุ่งมันช่างเป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆ

ไม่รู็จะบรรยายอะไรเชิญรับชมกันยาวๆเลยครับ

บางทุ่งก็ไม่ค่อยมีดอกกระเจียวมากเท่าไหร่อาจเพราะกำลังจะออกหรือเปล่าเหมือนทางอุทยานมาปลูกและทิ้งระยะให้ออกดอกไปจนถึงเดือนสิงหาคมตามเทศกาล

หลักจากถ่ายไปหลายช๊อตก็มาถึงทางออกสู่ถนนคอนกรีตที่เราขึ้นมาซึ่งเป็นจุดรับนักท่องเที่ยวไปนั่งรถไปต่อที่ลานหินงาม

เมื่อถึงทางออกหากเดินลงมาหน่อยจะเจอป้ายทุ่งดอกกระเจียวก็อย่าลืมไปถ่ายรูปป้ายกันด้วยนะครับ

เมื่อขึ้นรถรับส่งที่มาจอดรอรับตรงทางออกจากทุ่งกระเจียว คนขับก็พาเราไปต่อที่ลานหินงามที่มีหินขึ้นชื่อมากมายไม่ว่าจะเป็น หินฟีฟ่า หินเรดาร์ หินแม่ไก่ยักษ์ หินหำตั้ง(บางชื่ออาจจำผิดนะครับลืมดู หุหุ) ไปดูภาพหินกันเลยครับ

เมื่อเดินมาตามสะพานคล้ายๆกับของทุ่งดอกกระเจียวแหละครับจะเจอจุดไฮไลต์คือหินฟีฟ่าซึ่งผู้คนต่างพากันไปถ่ายรูปไปกอดกันมากมาย ส่วนตัวผมเห็นว่าเยอะเลยขอไปดูหินอันอื่นก่อนเพื่อว่าดูเสร็จแล้วหินฟีฟ่าคนจะน้อยลงมาบ้างเพราะทัวร์เพิ่งลงเดินนำหน้าผมไป

ถ่ายคู่กับหินแม่ไก่ยักษ์ซะเลย รอบนี้ถ่ายมาไม่ครบนะครับเพราะคุณแฟนผมเริ่มงอแงเพราะดันทะลึ่งใส่รองเท้าแตะมาเพราะคิดว่ามีสะพานเดินสบายๆ พอเจอหินเข้าเท้าก็เจ็บไม่มีอารมณ์เดินก็เลยพาลให้ผมอดถ่ายรูปไป -*-       (ป้ายเขียนผิดอีกตะหาก)

ถ่ายคู่กับป้ายไม่พอขอไปนั่งข้างบนซะเลย

ก็อย่างที่บอกว่าคุณแฟนออกอาการเลยต้องรีบไปกอดหินฟีฟ่าก่อนที่เธอจะวีน 555+

หลังจากเดินชมลานหินงามจนพอใจแล้วก็ได้เวลากลับไปยังจุดที่รถรับส่งมาปล่อยเราไว้ นั่งรออยู่ตรงนั้นได้ไม่นานรถก็มารับเราและมาส่งด้านล่างซึ่งเป็นจุดที่เราซื้อบัตรเข้ามานั้นเองและก็ได้เวลากลับบ้านซะทีแต่ตอนผมออกมามันแค่ 9 โมงเช้าเองครับหมอกยังไม่จางไปเลยผู้คนกำลังมายืนต่อแถวขึ้นรถกันเต็มไปหมดเยอะกว่าตอนที่ผมไปซะอีก สงสัยพวกนี้เขาไม่อยากได้หมอกเลยมาสายๆหน่อยได้ท้องฟ้าสวยงามแต่ถ้าให้ผมแนะนำนะผมขอบอกว่าให้มาเช้าๆมาถ่ายทุ่งดอกกระเจียวไปซัก 1 รอบก่อนแล้วเดินเตร่ๆอยู่แถวนั้นจนสายๆให้หมอกหมดแล้วเดินไปผาสุดแผ่นดินไปถ่ายรูปน่าจะได้รูปที่สวยแล้วไปต่อที่ลานหินงามเพราะไงเราขึ้นไปด้านบนก็นั่งรถได้ตลอดอยู่แล้วเพราะจ่ายเงินไปแล้วจะขึ้นตอนไหนก็ได้เพราะรถจะเริ่มพาเราไป    ทุ่งดอกกระเจียว –>ไปรับที่ทุ่งดอกกระเจียวแล้วพาไปส่งที่ลานหินงาม—>มารับที่ลานหินงามแล้วพาไปส่งที่อุทยานด้านล่าง เป็นอันจบ

ได้เวลาเดินทางแล้วซินะเมื่อลงมาถึงลานจอดรถเราก็เดินทางกลับกันโดยจุดหมายปลายทางเราคือ วัดโนนกุ่มหรือวัดหลวงพ่อโตหรือที่ชาวบ้านรู้จักกันว่าวัดสรพงษ์อยู่แถวๆ ถนนมิตรภาพ อ.สีคิ้ว ซึ่งผมเดินทางจาก อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูิมิเดินทางไปยัง อ.ด่านขุนทดเพื่อต่อไปยัง อ.สีคิ้ว แล้วตรงไปยังถนนมิตรภาพเลี้ยงซ้ายตามป้ายไปซัก 4 กิโลจะเจอป้ายบอกทาง วิหารอาจาร์ยโต เมื่อเข้ามาถึงก็เดินเข้าไปชมความงามของวัดแต่ขอบอกก่อนเลยว่าวัดยังไม่เสร็จยังมีการก่อสร้างอยู่นะครับ แต่ก็สามารถเข้าไปกราบไหว้กันได้ครับ

วิหารหลวงพ่อโต อยู่ระหว่างก่อสร้างรอบๆแต่สามารถเข้าไปกราบไหว้กันได้ครับองค์ใหญ่ที่สุดในโลก

ไม่รู้เรียกถูกไหมแต่เห็นป้ายบอกว่าวิหาร

องค์หลวงพ่อโตที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ว้าๆๆไวจริงๆโม้ไม่ทันไรก็หมดซะแล้วสำหรับการเดินทางของเราในทริปนี้ อาจเพราะเป็นเพียงทริปไปเช้าเย็นกลับรายละเอียดต่างๆเลยน้อยไปด้วย ก็ขอแก้ตัวใหม่ในทริปหน้าละกันครับ แต่ก็ถือว่าเป็นการเที่ยวที่สนุกเพราะระยะทางไม่กี่ร้อยโล 800 กิโลเมตรไปกลับ(ไม่ไกลเลยนะนิ -*-) แต่ความประทับใจในการเที่ยวครั้งนี้คงบรรยากาศที่ดีมากๆ เหมาะกับคนที่ไม่มีเวลาแต่อยากพักผ่อนก็สามารถไปเช้าเย็นกลับแบบผมได้ครับเติมแต่น้ำมันที่พักไม่ต้อง 555+ สำหรับบทความนี้ก็ขอฝากเกี่ยวกับการเคารพกฎกติกาสถานที่ด้วยนะครับเพราะไปครั้งนี้เจอคนแหกกฎหลายคนอยู่ ป้ายก็เห็นอยู่ว่าห้ามเดินลงไปในทุ่งดอกกระเจียวแต่ก็ยังลงไปเพียงเพราะอยากได้รูปสวยๆ แต่รู้หรือไม่ว่าท่านได้ทำร้ายธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เดินเหยียบต้นมันบ้างละ ทำดอกมันช้ำบ้างละ ทุกคนอยากลงไปถ่ายหมดแหละครับแต่ที่ไม่ลงเพราะเราเคารพกฎสถานที่และอยากให้ธรรมชาติ บรรยากาศแบบนี้ยังอยู่ต่อให้คนที่เข้ามาชมที่หลังได้เห็นเหมือนๆกับเรา ^_^ ว่าแล้วก็ปิดท้ายด้วยรูปนี้ละกันครับ ลาก่อนแต่ไม่ลาจากจ้าเจอกันในตอนต่อไป

emotion

ทริปเกาะพีพี-ทะเลแหวก

สวัสดีปีใหม่ไทยครับท่านผู้อ่าน ร้อนระอุกันเลยทีเดียวปีนี้ ตัวผมก็เลยขอตัวหนีไปเที่ยวทะเลเพื่อจะไปชมความงามของทะเลฝั่งอันดามันที่เขาพูดกันนักกันหนาว่าสวยกว่าฝั่งไทยมากนัก  ด้วยความอยากจะพิสูจน์คำกล่าวข้างต้นว่ามันจริงหรือเปล่า ก็เลยจัดทริปนี้ขึ้นมาซึ่งจังหวัดที่เราจะไปก็คือกระบี่ เพราะพูดกรอกหูเพื่อนๆในกลุ่มว่ามันสวยแล้วก็เอารูปที่เกี่ยวกับกระบี่แท็กให้เพื่อนๆในเฟสบุ๊คเพื่อให้มันคล้อยตามเรา หุหุ ก็คงประมาณภูกระดึงแหละแต่ครั้งนี้มีคนอยากไปกันเยอะก็เลยเกิดเป็นทริป 9+1 ซึ่ง 1 ที่บวกเพิ่มมาคือเด็กครับ 555+ ใช่แล้วครั้งนี้เราเอาเด็กไปด้วยมันส์ละทีนี้อยากรู้ว่าทริปนี้สนุกเช่นไร ร้อนไหม แล้วคุ้มไหมที่ขับรถไปเองจากชลบุรี-กระบี่ ระยะทางไปอย่างเดียวน่าจะ 800+กิโลเมตร แต่ต้องบอกก่อนเลยว่าเส้นทางสายใต้เลยจังหวัดประจวบไปมันนรกชัดๆหลุมเยอะพอๆกับไปสายเหนื่อเส้นนครสวรรค์-กำแพงเพชรเลยแต่สภาพดีกว่านั้นนิดหน่อยแต่มันดันยาวซิ ขอเข้าเรื่องก่อนดีกว่าเรื่องของโปรแกรมการเดินทางซึ่งเราได้ซื้อทัวร์ไว้ 2 วัน วันแรกเที่ยวเกาะพีพีด้วยสปีดโบ๊ราคา 990 บาทมีอาหารกลางวันให้กิน ส่วนอีกวันทัวร์ 4 เกาะทะเลแหวกเดินทางโดยเรือหางยาวราคา390 บาทมีข้าวกล่องให้ อิอิ  ส่วนที่พักเราพักกันที่ชานชเลเป็นเกสท์เฮ้าส์ในตัวเมืองกระบี่ค่าเช่าต่อวัน 650 ต่อวัน นอนได้สองคนต่อห้อง จริงๆรายละเอียดตรงนี้เดี๋ยวผมจะอธิบายด้วยรูปอีกทีแต่อันนี้สรุปมาให้ว่าเราต้องมีอะไรบ้างถ้าจะไปเที่ยว ทีพัก,ทัวร์,เงิน(สำคัญมาก555+)

    เกริ่นไปซะเยอะจะว่าเกริ่นหรือโม้ก็ไม่รู้เนอะ ก็ขอเข้าเรื่องเลยดีกว่าพวกเราเริ่มเดินทางช่วงเย็นของวันที่ 4/4/2555 ซึ่งการเดินทางใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมงแต่เนื่องจากตอนเราไปห้องที่เราจะพักยังไม่ว่างเราเลยต้องไปหาที่เที่ยวเพื่อรอเวลากันก่อนโดยเป้าหมายของเราคือ “สระมรกต” ได้ยินชื่อแล้วยังรู้สึกเลยว่ามันต้องสวยแน่ๆเลย ซึ่งระะทางจากตัวเมืองไปสระมรกตค่อนข้างไกลประมาณ 30 กิโลเมตรและต้องลัดเลาะเข้าไปในป่าปาล์มซึ่งมันได้อารมณ์ธรรมชาติเลยละครับ แต่ป้ายบอกทางกว่าจะเห็นต้องใกล้ถึงจึงจะมีนะครับแถวๆตัวเมืองหาไม่เจอเลยวิ่งไป 15-20 กิโลเมตรถึงเห็นป้ายบอกทาง คิดว่าหลงไปซะแล้ว 555+ ไปดูสระมรกตเลยครับว่าสวยแค่ไหน

อันนี้เป็นทางเข้าสระมรกต ค่าเข้าถ้าจำไม่ผิดน่าจะไม่เกินคนละ 50 บาท แค่เห็นน้ำที่ไหลตรงทางเข้าผมแทบอยากจะวิ่งให้เร็วที่สุดเพื่อจะไปดูว่าสระมรกตเป็นเช่นไร นำ้มันถึงได้ใสขนาด

น้ำที่ไหลมาจากสระมรกต และธรรมชาติด้านหน้าทางเข้า

น้ำใสๆที่ไหลมาให้เราได้เห็น

ก่อนจะไปเล่นน้ำที่สระมรกตก็ขอถ่ายรูปหมู่บริเวณป้ายทางเข้าซักหน่อย จริงๆป้ายตรงนี้กว่าจะเดินมาถึงน่าจะ1-2กิโลเมตรเห็นจะได้

ถ่ายแถวๆทางเดินรอบสระมรกต พื้นทางเดินที่สระมรกตถ้าไม่ใช่สะพานจะลื่นมากตัวผมและเพื่อนไม่กล้าข้ามไปถ่ายอีกฝั่งเนื่องจากกลัวล้มมันจะไม่คุ้ม แต่ก็มีคนล้มนะเป็นผู้หญิงล้มแรงมาก -*-

ต้องบอกก่อนเลยว่าสระมรกตนั้นน้ำในสระใสจนเขียวสมชื่อจริงๆ

น้ำที่นี่ใสมาก แก๊งค์ที่ไปด้วยกันไม่มีใครอดใจไหมขอลงเล่นกันหมด

อดใจไม่ไหวสุดท้ายลงกันหมด 555+

พื้นลื่นมากต้องค่อยๆลง แต่น้ำใสน่าเล่นมากกก

จริงๆต้องบอกเลยว่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายเส้นทางที่เราขับรถเข้ามาถึงสระมรกตเนื่องจากกล้องอยู่หลังรถยังไม่พร้อมถ่าย และก็ผิดหวังซ้ำสองอีกที่วิ่งเลยน้ำตกร้อนที่อยู่ใกล้ๆกับสระมรกตเพราะคิดว่าคงไม่ได้สวยอะไร แต่พอถามคนกระบี่เขาบอกว่ารองๆสระมรกตเลยละ -*-  แต่เราก็ได้”กระบี่น้อย” เป็นบ่อน้ำผุร้อนที่เคยนิยมในอดีตแต่ตอนนี้มันร้างไปแว้ววว 555+ สรุปคือไม่น่าไปเที่ยวครับ หลังจากรู้สึกผิดหวังกับกระบี่น้อยที่แทบจะเหมือนลัดดาแลนด์ ณ กระบี่ มันเหมือนจริงๆอะผมยังคิดเลยว่าไอ้คนที่ผมเห็นในนั้นเขาเป็น ……. บรึ้ยๆ น่ากลัวไม่พูดดีกว่า 555+ หลังจากออกมาเราก็เดินทางกลับที่พักเนื่องจากมันเป็นช่วงบ่ายแล้ว และสถานที่ที่อยากไปมันก็ไกล เวลาไม่พอเลยตกลงกันว่ากลับไปอาบน้ำดีกว่า

นี่คือสภาพของกระบี่น้อย หลงคิดว่าจะเหมือนน้ำผุร้อนสันกำแพง ที่ไหนได้ลัดดาแลนด์ชัดๆ -*-

อีกซักรูป แต่น้ำก็ยังร้อนอยู่นะครับ

คนที่หลงมาเที่ยวแบบผม ผู้ร่วมชะตากรรม

สำหรับที่พักที่เราเลือกเพราะมันไม่เหลือแล้ว และมีคนในพันทิปแนะนำไว้ว่าราคาไม่แพงบวกกับห้องที่ออกแนวแปลกๆ

บริเวณหน้าชานชเล มีที่นั่งให้นั่ง จริงๆเขามีของกินด้วยนะแต่ผมไม่ได้กินหรอก

บริเวณด้านใน ตกแต่งได้สวยงามดี ออกแนวเหมือนเราอยู่บ้านไม้ติดทะเล

สำรวจห้องพักกันก่อน เริ่มกันด้วยหน้าห้องกันเลย มีเก้าอี้ให้นั่งเล่น 2 ตัว

เตียงสามารสนอนได้สองคน ห้องกว้างขวางดี แต่ออกแนวไม่ค่อยมิดชิด มีแอร์ให้นะครับ

มีโต๊ะเครื่องแป้งให้สาวๆได้แต่งหน้าด้วย

ภายในห้องน้ำ ดูแปลกๆแต่มีดีไซน์

บริเวณสำหรับอาบน้ำ หลังคาไม่มีเอาไว้ดูท้องฟ้า แนวไหมละ555+

หลังจากเราอาบน้ำกันเรียบร้อยก็ได้เวลาหาอะไรกินกัน ซึ่งก็ไปจบที่ร้านอาหารติดทะเลร้านหนึ่งแถวๆนั้นแหละและเราก็ได้ลิ้มรสหอยชักตีนที่ขึ้นชื่อของจังหวัดกระบี่ซึ่งก็ไม่ผิดหวังอร่อยแต่แพงไปนิด ส่วนหากท่านใดอยากกินอาหารสดๆให้มาหาเรือไปนั่งไปกินที่กระชังปลา(ลุงอ่องคนเรือแถวนั้นแกบอกว่าสด อร่อยกว่าแถวนั้นเยอะ เหมาเรือลงไป 400-500 บาท แต่ผมไม่ได้ไปนะเพราะว่ากินมาแล้ว) หลังจากเดินเล่นริมทะเลในเมืองแล้วเราก็กลับห้องเพื่อไปนอนเอาแรงสำหรับวันพรุ่งนี้กัน

ภาพบรรยากาศในตัวเมืองกระบี่ ตัวเมืองกระบี่เป็นเมืองที่ค่อนข้างเล็กวิ่งรถแปปๆก็รอบเมืองแล้ว

เช้าของวันที่ 6 พวกเราก็ตื่นมาแต่เช้าเพื่อที่จะเตรียมตัวไปเกาะพีพี ซึ่งการเดินทางไปจะมีรถของทางทัวร์มารับเราถึงที่พักเลยเป็นรถตู้ถ้าจำไม่ผิดน่าจะมารับเวลา 8 โมงเช้า จุดหมายปลายทางเราคืออ่าวนางซึ่งเป็นจุดรอขึ้นเรือ และหาซื้อทัวร์ได้ที่นั้นเพราะละแวกนั้นทัวร์เต็มไปหมด ร้านขายของต่างๆ หมวก เสื้อ ตีนกบ พูดง่ายๆว่ามีครบทุกอย่างสำหรับใช้เที่ยวทะเลไม่ต้องไปหาที่ไหนแล้ว แต่หาห้องน้ำยากมากส่วนใหญ่จะเป็นห้องน้ำของทัวร์ซึ่งมีแค่ห้องเดียว  หลังจากที่เรามาถึงอ่าวนางก็ต้องมานั่งรอเรืออีกเกือบชั่วโมงเห็นจะได้ไอ้เราก็รีบแทบตาย -*- มาหากินแถวอ่าวนางก็ได้นะครับ แต่ผมกลัวไม่ทันเลยหากินในเมืองเลย

นั่งรอมันหน้าร้านค้านี่แหละ กว่าจะได้ไปเป็นชั่วโมงเหมือนกัน

9+1 ผู้ใหญ่ 9 คน กับเด็กอีก 1 แต่ไอ้เด็กหนึ่งคนที่ว่านี่แหละมันดื้อชะมัด 5555+

เรานั่งรอเรือได้พักใหญ่ๆก็มีคนของบริษัททัวร์ที่เราซื้อไว้เรียกรวมพล เพื่อขึ้นเรือพร้อมออกเดินทางไปเกาะพีพี ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้ขึ้นเรือสปีดโบ๊ทและที่คาดหวังว่าจะถ่ายทะเลสวยๆมันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด คือในขณะเรือแล่นอยู่เราไม่สามารถยืนถ่ายได้เลยต้องรอเรือจอดเพราะมันจะทำให้เรือโคลงไปมา บวกกับคลื่นที่ซัดเข้าหาเรือ จริงๆแล้วคลื่นพวกนี้ก็เกิดจากเรือที่วิ่งสวนกันไปมา

พร้อมเดินทาง สู้ๆค่ะ

บริเวณที่เราเห็นคือถ้ำที่บริเวณด้านในมีนกนางแอ่น  ดูได้แต่ด้านนอกเข้าไปไม่ได้เนื่องจากโดนสัมปทานโดยเอกชนไปแล้ว

บริเวณอ่าวมาหยา

บริเวณอชายหาด คนเยอะมากๆ บางทีรู็สึกว่ามันจะเยอะไปไหน บริเวณสำหรับเล่นน้ำก็ไม่มีเพราะเรือจอดกันเต็มไปหมด

ทางเดินเข้าไปด้านในอ่าวมาหยา มีป้ายบอกทางสำหรับหนีสึนามิด้วยครับเห็นแล้วรู้สึกหวั่นๆ

เมื่อเดินเข้ามาด้านในจะมีห้องน้ำสำหรับบริการนักท่องเที่ยว

จริงๆถ้าดูรูปนี้อาจจะเห็นมีที่ให้ได้เล่นน้ำ แต่พอเอาเข้าจริงมันมีเรือเข้าออกตลอด เลยอดเล่นไปสำหรับอ่าวมาหยา

ซักรูปสำหรับอ่าวมาหยา

ผู้คนที่มาเที่ยวที่อ่าวมาหยา

เมื่อออกมาจากอ่าวมาหยาก็ได้เวลาเที่ยงพอดี ทางทัวร์ก็ได้พาไปรับประทานอาหารที่เกาะพีพีดอน

ที่เกาะพีพีดอนจะเป็นเกาะที่มีสิ่งอำนวความสะดวกมากที่สุด ที่พัก ร้านอาหาร ร้านค้า

หลังจากพักรับประทานอาหารทางทัวร์ก็ได้พาเราไปดำน้ำดูประการรัง แต่ผมไม่ทราบว่าบริเวณนั้นเรียกอะไรนะแต่สวยเลยละ บริเวณที่เรือจอดจะเป็นพื้นที่สำหรับดำน้ำทัวร์เจ้าอื่นๆก็จะจอดอยู่บริเวณใกล้ๆกัน

หลังจากเรือจอดเราก็ีบลงกันเลย และนี่ก็เป็นครั้งแรกของเราในการดำน้ำ ขอบอกเลยว่าสนุกมากครับ

ลืมบอกไปว่าก่อนเราจะขึ้นเรือมาตอนเช้า ทางทัวร์จะมีขนมปังขายสำหรับนำมาให้อาหารปลาเพื่อที่จะได้ดูปลาที่วิ่งเข้ามากินขนมปัง ซึ่งมันน่าตื่นเต้นมากๆโดยเฉพาะกับเด็กคนเดียวของเราในทริปดูสนุกสนานมากๆ

หลังจากดำน้ำกันเสร็จทางทัวร์ก็พาเรากลับอ่าวนางซึ่งก็ใช้เวลาประมาณ 30 นาที

เมื่อเรือเทียบท่าที่อ่าวนาง ก็เป็นเวลาของการกลับที่พักซึ่งทางทัวร์จะมีรถรับส่งมารับเราไปส่งยังที่พัก โดยคนขับจะตะโกนถามแต่ถ้าไม่มีเส้นทางของเราหรือเราไม่รู้ก็สามารถถามคนขับรถได้ว่าเราพักอยู่ที่พักชื่อนี้นะต้องขึ้นรถคันไหน(รถที่จะพาเราไปส่งก็เป็นรถสองแถวนี่แหละครับ ก็ตัวเราเปียกจะเอารถตู้ไปส่งก็คงไม่ดีนะ)  หลังจากถึงที่พักพวกเราก็รีบกันไปอาบน้ำเนื่องจากวันนี้เราได้แช่น้ำทะเลมาเกือบทั้งวันแล้วเหนียวตัวมาก แล้วก็ได้รู้สึกสบายเป็นอย่างยิ่งกับฝักบัวและห้องน้ำที่มันออกแบบมาได้แปลกตาเพราะมันให้ความรู้สึกสบายบวกกับน้ำที่เย็นไม่รู้ว่าเจ้าของชานชเลแอบเอาน้ำแข็งไปโยนใส่บ่อน้ำหรือเปล่า 555+ หลังจากแต่งตัวกันเรียบร้อยก็ได้เวลาหากินซึ่งก็แน่นอนครับว่าเราไม่มีจุดมุ่งหมายอะไรเลยว่าจะกินที่ไหนไปหาเอาข้างหน้าตามสไตล์ของเรา หุหุ ซึ่งร้านที่เราเลือกของเย็นวันนี้ก็คือร้าน”พริกหอม”ก็กว่าจะได้ร้านนี้ก็วนบริเวณไฟแดงหน้าร้านซักหนึ่งรอบเห็นจะได้

หลังจากสรรหาหรือหลงทางก็ไม่แน่ใจสุดท้ายก็มาลงที่ร้านนี้

ระหว่างที่เรารออาหารที่สั่งไป

อาหารจานแรกของเรา มันคือไรหว่าจำไม่ได้ดองทริปนี้ซะนานเลย 5555

หลังจากทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยเราก็พร้อมสำหรับเที่ยวในค่ำคืนนี้ หลังจากหาซะนานก็จบที่ถนนคนเดินกระบี่ซึ่งก็ไม่ได้ใหญ่อะไรมากเป็นเหมือนตลาดกลางคืนขนาดย่อมๆ

ถนนคนเดินกระบี่มีของฝากสวยๆเยอะเหมือนกันครับ แต่ก็ยังเหมือนๆถนนคนเดินจังหวัดอื่น

ของที่ระลึกที่ร้านค้านำมาขาย

ที่ระบายสีบนถนนคนเดิน

ของที่ระลึก จะเห็นก็อันนี้แหละที่แปลกกว่าถนนคนเดิมที่อื่นหน่อยเพราะผมไม่เคยเห็นที่อื่น หรือที่อื่นมีแต่ผมไม่เห็นนะ หุหุ

ถนนคนเดิน คนเดินกันค่อนข้างเยอะ

หลังจากเที่ยวถนนคนเดินจนพอใจแล้ว เราก็ไปต่อกันที่งานสงกรานต์ที่จัดอยู่ในเมืองกระบี่ ลักษณะงานก็คล้ายงานประจำจังหวัดอื่นๆแต่จะเล็กหน่อย มีปาลูกโป่ง ยิงปืน บลาๆเยอะแยะที่เกี่ยวกับการเสี่ยงโชคซึ่งมันโดนเลยละสำหรับผู้ร่วมทริปนี้เพราะหลายๆคนชอบไอ้งานแบบนี้ ปาลูกโป่งคือที่หมายของเรา

บริเวณงานที่จัดอยู่ริมถนน ช่วงนี้เป็นช่วงก่อนวันงานร้านบางร้านจะเปิดขายเปิดให้เราเล่นก่อน

ยิงปืนกันซักหน่อย ยิงกันไปหลายบาทได้โค๊กมาขวดเดียวเอง -*-

ดูหน้าซิครับ ว่าแม่นหรือไม่แม่น หน้าแบบนี้แหละเสียไปหลายร้อยเลย 555+

สีหน้าแต่ละคนบ่งบอกถึงความคาดหวัง รวมทั้งมีคนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ แต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเพราะการยิงครั้งนี้อด 555+

พอยิงและปาลูกโป่งกันจนกระเป๋าเริ่มแบนก็ได้เวลาพักผ่อนกันแล้วสำหรับวันที่สองของการเดินทางเพื่อเก็บแรงเอาไว้นั่งเรือหางยาวในการทัวร์ 4 เกาะในวันพรุ่งนี้

เช้าของวันเสาร์ที่ 7 เราก็เตรียมตัวเพื่อที่จะไปทัวร์ 4 เกาะโดยเริ่มจากการหาของกินยามเช้าโดยร้านนี้เราได้ไปพบเมื่อคืนที่ไปเดินเที่ยวถนนคนเดินซึ่งรสชาติยังไม่โดนเท่าไหร่หรือผมไม่ชิยฃนกับรถสชาติอาหารจังหวัดกระบี่นะ 555+

ดูจากหน้าตาประมาณว่าชี้หน้าคนที่มันพาเข้ามา 555+

หลังจากกินอาหารเช้ากันเสร็จแล้วก็เดินกลับที่พักเพื่อรอรถมารับไปขึ้นเรือที่อ่าวนางซึ่งครั้งนี้ก็ตามราคาครับรถสองแถวเก่าๆมารับเราเพราะทริปนี้ราคาไม่แพง 399 บาทพร้อมข้าวกล่องหนึ่งกล่องเป็นอาหารกลางวัน

ครั้งนี้เพื่อนผมยอมซื้อตีนกบเพื่อที่จะดับน้ำได้ดีขึ้น ผมเลยขอมาถ่ายรูปซะหน่อยคนแถวนั้นเห็นแอบหัวเราะเลย555+

ระหว่างที่นั่งรอคนครบ เพื่อออกเดินทางไปหาดไร่เลย์

จำนวนผู้คนที่เดินทางไปเที่ยวกับเรา เยอะมาก แต่ก็อบอุ่นดีนะ ^_^

กว่าจะถึงหาดไร่เลย์ก็ปาไปเกือบครึ่งชั่วโมง ไม่ใช่ว่าหาดไกลนะครับแต่เรื่องมันแล่นช้า

เรือที่เข้ามาจอดที่หาดไร่เลย์

มาถึงไม่เท่าไหร่สาวๆก็พากันลงไปเล่นน้ำกัน

บริเวณชายหาด

บนหาดไร่เลย์ไม่มีร้านค้าขายของอะไรเลยนะครับ มีแต่เรือขายของนี่แหละ

เส้นทางเดินบริเวณหาดเพื่อที่จะเดินไปยังถ้ำที่ไปสักการระเจ้าแม่หรือพระนางที่สมัยโบราณท่านเคยเกือบจมน้ำอยู่กลางทะเลเพราะเรือที่ประทับมาเจอพายุแล้วล่มไปและได้ขอนไม้ใหญ่รูปร่างหน้าตาเหมือนปลัดขลิกบ้านเรามาเกาะเพื่อพยุงตัวลอยน้ำเข้าฝั่งซึ่งเป็นหาดไร่เลย์นี่แหละที่ท่านได้ลอยเข้ามาและรอดชีวิต ผู้คนแถวนี้ถ้าจะมาสักการะบูชาหรือบนบานศาลกล่าวก็จะนำปลัดคลิกมาถวายเพราะเหตุผลที่ว่าขอนไม้รูปปลัดขลิกได้ช่วยชีวิตท่านไว้นั้นเอง

นี่เป็นปลัดขลิกอันใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าถ้ำ

คนที่มากราบไว้สักการะ กว่าจะเข้ามาถึงก็เปียกกันหมดเพราะเส้นทางที่เดินมามีชายหาดเหลืออยู่นิดเดียวน้ำขึ้นมาสูงมากแทบจะว่ายน้ำเข้ามาเลยละครับ

เมื่อไหว้กันเสร็จก็มาถ่ายรูปหน้าถ้ำกันซะหน่อย แต่มีเรื่องเล่าครับตอนเรากำลังถ่ายรูปกับเล่นน้ำบริเวณนี้มีงูเขียวตัวนึงลงมาเล่นน้ำกับเราด้วย ปรากฏว่าคนวิ่งหนีขึ้นมาหมดเลยไม่มีใครเล่นน้ำกันเลย 555+

บริเวณนี้ค่อนข้างย้อนแสงครับ ถ่ายออกมาดำไปหน่อยเลยต้องเน้นถ่ายใกล้ๆ

เห็นเพื่อนผมยืนถ่ายรูปกันกลางน้ำไหมครับนั้นละทางเดินเพราะตลิ่งคนเดินเยอะทางเดินน้อยเลยเลี่ยงไปเดินมันกลางน้ำนั้นแหละ

เกาะที่อยู่รอบๆ

การจอดเรือจะต้องนำสมอเรือไปทิ้งบนชายหาดเพื่อที่จะยึดเรือเอาไว้ซึ่งเรือมันก็จะเหวี่ยงไปมาตามกระแสน้ำเวลาเราขึ้นก็ต้องกะจังหวะดีๆไม่งั้นได้เกาะเป็นลิงเหวี่ยงไปตามเรือแน่ 555+

บรรยากาศดีครับแต่ไม่มีที่นั่งเล่น ที่เล่นน้ำยังไม่ค่อยจะมีเลยเรือเข้ามาจอดกันบ่อยกลัวเรือมันตีตายเอา -*-

เราเดินไปถึงถ้ำและกลับมาก็ได้เวลาไปเกาะไก่ซึ่งอยู่บริเวณทะเลแหวกครับ ผมว่ามันมีเวลาน้อยไปหน่อยเหมือนรีบเที่ยวไงไม่รู้ ลืมบอกไปเรือหางยาวเรานั่งบนหลังคาเรือได้ครับเสพธรรมชาติได้เต็มที่แต่มันร้อนนะขอเตือนผมดำไปหลายเดือนเลยแต่มาทั้งทีเอาให้คุ้ม

จริงๆลืมบอกไปว่าทางทัวร์จะพาเราไปดำน้ำก่อนถึงเกาะไก่ก่อนนะครับซึ่งมันก็ใกล้จะถึงเกาะไก่แล้วนั้นแหละครับ

ได้เวลาดำน้ำกันแล้วละซิ จุดนี้แหละที่รอมานานผมกับเพื่อนโดดลงมาจากหลังคาเรือเลยละมันส์ดีครับห้ามพลาด

บริเวณที่เราดำน้ำกัน น้ำลึกดีไม่ต้องกลัวไปเหยียบหอยเหม่นครับ

เรือจอดให้ลูกเรือเล่นกันเยอะเลยครับ แต่ดำน้ำก็ให้ระวังเรือเขาอออกด้วยนะครับ

รูปอาจจะไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่เพราะผมก็เล่นด้วยไม่มีเวลาถ่ายหรอกครับอดใจไม่ไหว 555+

เห็นหน้าตาเกาะก็พอจะรู้แล้วใช่ไหมครับว่ามันเหมือนไก่ แต่เรือไม่ได้พาผมเข้าไปใกล้แค่บอกว่านี่คือเกาะไก่แล้วก็พาเราไปจอดที่ตูดเกาะไก่ผมคิดว่ามันคือท้ายเกาะไก่นะ

เราก็มานั่งรอบริเวณนี้เพื่อที่จะดูทะเลแหวกอันลือชื่อ ซึ่งตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา

นอนเปลรอสบายจัง ^_^

น้ำทะเลที่กำลังจะลดลงเปิดให้เห็นทะเลแหวกให้เราได้เห็นและเดินข้ามมันไป

คนเริ่มเดินข้ามไปกันแล้ว แต่น้ำยังไม่ลดลงเท่าไหร่นักแต่สามารถเดินข้ามไปได้

ทะเลที่แหวกจนเห็นทางเดิน

ทางเดินระหว่างเกาะที่น้ำทะเลลดลงจนสามารถเดินได้

ทางเดินขึ้นไปบนเกาะ ไม่รู้มันเรียกว่าเกาะอะไรแต่มีคนเดินขึ้นไปเยอะ

เกาะทับหรือเปล่านะ อิอิ

หลังจากเที่ยทะเลแหวกเสร็จทางทัวร์ก็พาเราไปส่งที่อ่าวนางเช่นเคย แล้วก็ขึ้นรถสองแถวที่ทางทัวร์จัดไว้ให้กลับที่พักด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้า -*- ซึ่งวันสุดท้ายนี้แหละเป็นวันที่เหนื่อยที่สุดของการมาเที่ยวครั้งนี้เลย เมื่อกลับถึงที่พักก็อาบน้ำพักผ่อนเตรียมตัวสำหรับการเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ แต่เย็นนี้เราก็ได้ไปกินข้าวกันที่ร้าน”ชวนชิมซีฟู้ด”ผมแนะนำร้านนี้เลยครับ ร้านอยู่ที่หาดนพรัตน์เลยอ่าวนางไปหน่อยสุดหาดพอดีแนะนำให้ช่วงห้าโมงเย็นจะสามารถเดินเล่นที่หาดนพรัตน์ได้ครับตะวันตกดินที่นี่สวยแต่ผมไปไม่ทันอดเลยน้ำทะเลจะลดลงจนสามารถเดินเล่นบนหาดได้พร้อมกับพระอาทิตย์ดวงโตๆที่กำลังจะตกถ้าไปถ่ายรูปจะสวยมากเลยครับเสียดาย

ร้านอาหาร”ชวนชิมซีฟู้ด” แนะนำๆๆอร่อยจริงอะไรจริง ถ้าอยากรู้ว่าคนใต้ทำอาหารอร่อยจรงิๆสามารถลองได้ที่ร้านนี้

เช้าของวันอาทิตย์ที่ 8 ก็เป็นเวลากลับของเราระหว่างทางก็ไแวะเข้าไปเที่ยวที่ซานโตรินี่ปาร์คที่อยู่เส้นชะอำซึ่งเป็นทางผ่านที่เราต้องผ่านอยู่แล้วมีป้ายบอกทางใหญ่โตไม่ต้องกลัวหลงเพราะอยู่ข้างทางเลย ซึ่งเปิดใหม่ได้ไม่นานจริงๆก็เพิ่งจะเปิดเลยละครับร้านค้าตัวอาคารบางส่วนยังไม่เสร็จเลย ความพิเศษของที่นี่ก็คือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ตกแต่งแนวกรีซ และมีสวนสนุกเครื่องเล่นมากมาย ร้านขายของแบรนด์เนม ที่ระลึกต่างๆ ไปดูกันเลยครับว่ามันเป็นอย่างไร

บริเวณด้านอก ขนาดเปิดใหม่รถยังจอดกันเยอะเลย

ระหว่างนั่งรอว่าจะเข้าไปดีไหม เพราะมันเสียค่าบัตรเข้าไปข้างในด้วยนะจ๊ะ

เมื่อตัดสินใจได้ก็ซื้อตั๋วเข้าไปเลยจ้า

เมื่อเดินเข้ามาด้านในก็จะพบกับม้าหมุนที่ตกแต่งอย่างสวยงามน่าเล่น

ร้านค้าภายในซานโตรินี่ เปิดขายแค่บางร้านเพราะยังตกแต่งไม่เสร็จ

ถ่ายกับไอ้ตัวดื้อ

เข้ามาข้างในสุดก็จะพบเครื่องเล่นชิ้นใหญ่นั้นคือชิงช้าสวรรค์ขนาดใหญ่ครับ

อันนี้ก็น่าเล่นครับ แต่เพื่อนผมไม่กล้าเล่นกัน -*-

ถ่ายคู้กับชิงช้าซะหน่อยสวยดี

มุมนี้ก็แปลกตาดีนะ

ขอแบบครบสามสาว อิอิ

มุมฮิตของที่นี่

หลายท่าจริงๆ สาวๆ

อุ้ยฉลามสาว 555+

หน้าต่างเราก็ไม่เว้น 55+

ถ้าร้านเขาเปิดอย่าไปทำนะครับเด๋วเขาว่าเอา 555+

ร้านค้าภายในซานโตรินี่

ชิงช้าสวรรค์กับม้าน้ำ

แอปเปิ้ลที่นี่ใหญ่มาก 5555+

มีการแแสดงดนตรี

ลานกว้างบริเวณภายในซานโตรินี่ ให้ดูลานกว้างนะครับ ไม่ต้องดูผม อิอิ

ด้านนอกซานโตรินี่ยามค่ำคืน

น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการรีวิวการเดินทางไปกระบี่ในครั้งนี้ครับ จริงๆมีรูปเยอะกว่านี้แต่ส่วนใหญ่ถ่ายคนไม่ได้ถ่ายสถานที่เท่าไหร่นักเพราะคนเยอะไม่สามารถถ่ายรูปที่ไม่มีคนติดมาได้เลยคือถ้าติดนิดหน่อยยังโอเคอันนี้มันเยอะจริงๆทำให้ไม่อยากถ่าย และการเที่ยวแบบทริปของทัวร์ซึ่งมันเป็นการเที่ยวที่แข่งกับเวลาทำให้มันต้องรีบๆร้อนมันไม่ cool เอาซะเลย 5555+ นี่แหละข้อเสียของการซื้อทริปมันประหยัดจริงแต่เวลาเที่ยวมันไม่ได้ดั่งใจเดินแปปๆหมดเวลาต้องไปที่อื่นต่ออีกแล้ว แต่ไม่เป็นไรเอาไว้จัดทริปเองหาเที่ยวทะเลที่อื่นดีกว่าจะขอแก้ตัวใหม่ แต่ครั้งนี้ก็ถือเป็นการเที่ยวที่สนุกนะครับได้อารมณ์การเที่ยวทะเลมาก ไฮไลต์ของทริปครั้งนี้คงหนีไม่พ้นการดำน้ำเพราะมันเป็นการดำน้ำที่สนุกดีอาจจะเพราะผมไม่เคยดำน้ำดูปะการังก็ได้ แต่มีเรื่องนึงที่อยากจะฝากไปถึงนักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวขอให้รักษาความสะอาดของทะเลให้คงไว้ ให้มันสวยงามสะอาดเหมือนเดิมนะครับ ขอให้เอากับมาแต่เพียงรูปและความทรงจำ ขอให้ฝากไว้เพียงรอยเท้าที่เหยียบบนพื้นทราย อย่าได้ฝากเศษขยะลงบนทะเลเลยนะครับผมไปครั้งนี้ก็ได้เห็นขยะที่ลอยเต็มทะเลในขณะที่เรือเแล่นไปยังเกาะต่างๆเพราะคลื่นพัดพามันมาจากฝั่งมันดูไม่สวยงามเลยกลัวลูกหลานเราจะไม่มีทะเลสวยๆอย่างนี้ไว้เที่ยวแบบเรานะครับ พล่ามมาซะยาวไปก่อนละจ้า สวัสดีครับ -/\-

ดูแลการใช้งาน Internet ของเด็กๆในบ้านด้วยโปรแกรม Qustodio

สวัสดีเพื่อนๆพี่ๆน้องทุกคนครับ ห่างหายไปนาน จริงๆอยากจะบอกว่าไม่ได้หายไปไหนหรอกครับแต่ขี้เกียจเขียน แต่ตอนนี้ขยันแล้วก็เลยไปหาโปรแกรมมารีวิวให้ชมกันครับ 555+  ต้องบอกว่าโปรแกรมตัวนี้เหมาะกับผู้ปกครองที่มีบุตรหลานซึ่งกำลังโตและติดคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะติด facebook,เกมส์,เว็บต่าง บางคนติดงอมแงมไม่หลับไม่นอนเราซึ่งเป็นผู้ปกครองก็ต้องไปทำงานไม่มีเวลามาคอยดูได้ตลอด ดังนั้นเราจึงต้องมีเครื่องมือซึ่งจะมาช่วยดูแลเด็กๆแทนเรา โดยโปรแกรมตัวนี้มีชื่อว่า Qustodio โดยมีความสามารถดังนี้

-จำกัดเวลาในการใช้งาน internet ของเด็กๆ สามารถจำกัดเป็นช่วงเวลาเช่นสามารถเล่นได้หลังจาก 16:30-20:00 น. ของวันธรรมดาและสามารถเล่นได้ทั้งวันในวันหยุด

-บล๊อคเว็บไซค์ที่ไม่เหมาะสม

-ดูการใช้งาน Internet ว่าใช้งานแบบไหนบ้าง

-สามารถดูได้ว่าเด็กๆคุยอยู่กับใครผ่านทาง social network

-มัน Free และยังทำงานผ่านหน้าเว็บไซค์ ซึ่งข้อดีตรงนี้มันทำให้คุณสามารถจัดการหรืออนุญาติให้เด็กๆใช้งาน Internet จากที่ไหนก็ได้ที่มี Internet

เมื่อได้รู้จักมันไปบ้างแล้วก็สามารถไปดาวน์โหลดมาติดตั้งกันได้ที่ลิงค์นี้ครับ —>http://www.softpedia.com/get/Security/Keylogger-Monitoring/Qustodio.shtml

เมื่อดาวน์โหลดมาแล้วก็เริ่มการติดตั้งกันเลยครับ

ดับเบิ้ลคลิ๊กที่ไฟลติดตั้ง จะปรากฎหน้าจอดังรูปซึ่งจะมีการดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้ง ตอนนี้ก็รอหน่อยครับยิ่งคนเน็ตช้าอาจจะนานหน่อยแต่ไฟล์แค่ 45 MB

เมื่อโปรแกรมดาวน์โหลดเสร็จจะพบกับหน้าตาการติดตั้งโปรแกรม

หากยังไม่มี User ให้เลือกตามรูปเพื่อสร้าง user ใหม่ในขั้นตอนต่อไป หากท่านมีอยู่แล้วให้เลือกตัวเลือกด้านล่าง(ส่วนใหญ่คงไม่มีแหละถ้ามีแล้วจะมาอ่านกันทำไมเนอะ 55+)

กรอกข้อให้ครบแล้ว Next ไปครับ E-mail กับ Password กรุณาจดไว้ให้ดีนะครับเพราะเราต้องใช้งานมันตลอด ในรูปตรง E-mail ของผมมันขึ้นแบบนั้นเพราะผมเคยสมัครไปแล้วนะครับส่วน Password เราตั้งขึ้นมาใหม่นะครับไม่ใช่เอา password ของ E-mail มาใช้ละ

เลือกจำนวนของเด็กเพื่อที่จะได้สร้าง user ให้เด็กๆแต่ละคน

หน้าจอนี้เราเพียงแค่ติ๊ก Hide Qustodio on the computer เพื่อซ่อนโปรแกรมให้ทำงานในโหมดแบล๊คกราวน์ เสร็จแล้วคลิ๊ก Next

คลิ๊ก Add New window account เพื่อสร้าง userใหม่ในเครื่องคอมเครื่องนั้น

จะพบหน้าจอนี้ให้เราใส่ user และ password ใหม่ลงไปคือตั้งขึ้นมาใหม่ซึ่งจะต้องให้เด็กๆนำไปเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ทำให้ครบทุก user 

เสร็จแล้วครับสำหรับการติดตั้ง Restart เครื่องแล้วก็มาลองใช้งานกันได้เลย

เมื่อเราได้ทำการ Restart เครื่องไปแล้วก็ให้เราเข้าไปดู E-mail ของเราที่ใช้ในการสมัคร ซึ่งทาง Qustodio จะส่ง E-mail มาเป็น Link สำหรับใช้งานโปรแกรมผ่านหน้าเว็บไซค์ Qustodio และ Link สำหรับยืนยันตัวตน พอเรายืนยันเสร็จก็ให้เข้าหน้าเว็บของ Qustodio เลยครับที่ —> https://family.qustodio.com/  จะพบหน้าจอกังรูปให้เราทำการกรอก E-mail,Password ที่เราสมัครไว้ก่อนหน้านี้เข้าไป

หน้าตาสำหรับเข้าใช้งานโปรแกรมผ่านหน้าเว็บไซค์

หน้าแรกของโปรแกรมจะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการใช้งานของเด็กแต่ละคน ว่าเข้าเว็บใดบ้าง แต่เนื่องจากโปรแกรมจะอัพเดททุกๆ 3 ชั่วโมงของผมเลยไม่มีข้อมูลครับ

เมื่อคลิ๊กที่แท๊ป Rules setting แล้วเลือกที่ time usage limit ก็จะสามารถจัดการกับเวลาของเด็กได้แล้วครับ สามารถจัดการเป็นรายวันตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันอาทิตย์เลยซึ่งการใช้งานเมนูนี้ไม่ยากเพียงแค่ท่านคลิ๊กที่ช่องบริเวณวันและเวลาที่ต้องการให้เปลี่ยนเป็นสีแดงก็จะทำให้ช่วงเวลานั้นไม่สามารถใช้งาน Internet ได้ครับ ส่วนสีขาวสามารถใช้งานได้

ด้านล่างขอเมนูที่ผมอธิบายไปในรูปด้านบนจะมีให้เราสามารถตั้งเวลาในการใช้งานของเด็กๆเช่น ในวันธรรมดาจันทร์-ศุกร์ให้สามารถใช้งาน internet ได้กี่ชั่วโมงต่อวันและวันหยุดคือวันเสาร์อาทิตย์ได้กี่ชั่วโมงซึ่งอยู่ในส่วนของ Time Alowahce

ผมได้ทำการทดสอบโปรแกรมโดยการตั้งให้สามารถเล่นได้เฉพาะเวลา 16.00-17.00 น.ซึ่งโปรแกรมก็ทำงานได้ดีและขึ้นข้อความเพื่อแจ้งแก่ผู้ใช้งานถึงช่วงเวลาที่สามารถใช้งานได้และบอกว่าขณะนี้ไม่สามารถใช้งาน Internet ได้

หน้าจอนี้จะเป็นเมนูสำหรับการ Block หรือจำกัดการเข้าเว็บไซค์แบบหมวดหมู่ซึ่งโปรแกรมได้ทำหมวดหมู่มาให้แล้วครับซึ่งถ้าหากเราอยากเพิ่มเว็บไซค์ต่างหากเข้าไปอีกก็สามารทำได้ดังรูปต่อไปเลยครับ

เมนูนี้จะอยู่ด้านล่างขอเมนู Website categories ที่อธิบายไว้ด้านบน เมนูนี้เราสามารถเพิ่มเว็บไซค์ที่เราต้องการ Block ได้เลยเพียงแค่พิมพ์ url ของเว็บนั้นลงไปแล้ว Add เข้าไป ซึ่งของผมลองพิมพ์  ww.sanook.com ลงไปแล้วลองทดสอบเข้าเว็บ sanook ก็ปรากฎว่าไม่สามารถเข้าเว็บนี้แต่ตัว web browser จะพยายามเข้าเว็บ google ให้แทนโดนไม่ได้แจ้งเตือนอะไร แต่เข้าเว็บที่เรา block ไว้ไม่ได้ผมก็ถือว่าผ่านแล้วละ

ในส่วนการใช้งานโปรแกรมก็น่าจะพอใช้งานกันได้แล้วนะครับเพราะก็ถือว่าละเอียดพอสมควร บางคนลองแล้วอาจจะไม่ชอบเพราะช้าหรือยุ่งยากหรือเลิกจำกัดเวลาของเด็กๆแล้วก็เลยอยากจะถอนมันออกซึ้งการถอนมันออกก็ไม่ยากครับเพียงแค่กรอก E-mail และ password ที่กรอกไว้ตอนสมัครเข้าไปก็สามารถถอนโปรแกรมออกจากเครื่องได้แล้วครับ

ก็จบซักที่สำหรับบทความนี้ครับ ตัวผมเองก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ปกครองที่ต้องการจะดูแลการใช้งาน Internet ของลูกหลานในบ้าน  และบทความนี้ก็น่าจะพอทำให้ท่านผู้อ่านสามารถเข้าใจได้บ้างไม่มากก็น้อย ถ้าพิมพ์ผิดไปก็ขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ ไว้รีวิวหน้าจะหาโปรแกรมเด็ดๆมาให้ลองกัน ครั้งนี้ก็ขอลากันไปก่อนสวัสดีครับ -/\-

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 156 other followers